About Jean

Here are my most recent posts

ดอกคำฝอย สมุนไพร พร้อม ประโยชน์เเละโทษ

สมุนไพรดอกคำฝอย

สมุนไพรดอกคำฝอย เป็นดอกไม้จากพืชล้มลุกชนิดหนึ่ง ที่มักปลูกมากกันทางภาคเหนือ
ลำต้นสั้น ทนต่อสภาพอากาศ
ดอกมีลักษณะกลม กลีบดอกเล็กเรียว และมีดอกเล็กย่อยออกมาหลายดอก
สีเหลืองจนไปถึงส้ม หรือส้มแดงเมื่อแก่จัด

แต่ถึงแม้ว่าดอกคำฝอยจะเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณแทบจะครอบจักรวาล แต่ก็ยังมีข้อควรระวังก่อนทานเช่นกัน
ดอกคำฝอยมักถูกใช้เป็นส่วนประกอบของยาสมุนไพร โดยจัดรวมกลุ่มใช้ด้วยกันกับยา หรือพืชตัวอื่นๆ
จะไม่ใช้ดอกคำฝอยเดี่ยวๆ เพราะต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสม มิเช่นนั้นอาจส่งผลกระทบต่อระบบเลือดได้

หากทานดอกคำฝอยมากเกินไป หรือติดต่อกันนานเกินไป อาจส่งผลให้มีอาการโลหิตจางได้ ซึ่งทำให้มีอาการอ่อนเพลีย
เหนื่อยง่าย วิงเวียนศีรษะ หรืออาจทำให้โลหิตประจำเดือนมามากผิดปกติ

นอกจากนี้ใครที่กำลังรับประทานยา หรือรับการรักษาโรคที่เกี่ยวกับลิ่มเลือด หรือกำลังทานยาสลายลิ่มเลือดอยู่
ไม่ควรทานดอกคำฝอย เพราะจะยิ่งเพิ่มการสลายลิ่มเลือดให้ออกฤทธิ์มากเกินไปจนอาจเกิดอันตรายต่อร่างกายได้

ประโยชน์ของดอกคำฝอย

-ลดไขมันในเส้นเลือด ป้องกันไขมันอุดตันเส้นเลือด

-บำรุงประสาท และระงับประสาท ช่วยผ่อนคลายสมองให้หลับสบาย

-ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง เพิ่มประสิทธิภาพในการไหลเวียนของโลหิตตามร่างกาย

-บำรุงโลหิต สลายลิ่มเลือด

-บำรุงหัวใจ ช่วยให้เลือดไหลไปหล่อเลี้ยงที่หัวใจมากยิ่งขึ้น

-รักษาอาการไข้หลังคลอดของคุณแม่

-แก้หวัดน้ำมูกไหล

-บำรุงโลหิตประจำเดือนของเหล่าคุณผู้หญิง

-ยับยั้งเชื้อไวรัส และเชื้อแบคทีเรีย

-ลดระดับน้ำตาลในเลือด…

สมุนไพรอบเชย

อบเชย สมุนไพรที่ไม่ได้เชยเหมือนชื่อ !!

 

สมุนไพรอบเชย มีต้นกำเนิดอยู่ที่ประเทศศรีลังกา อยู่ในวงศ์ Lauraceae สกุล Cinnamomum
พบเฉพาะในทวีปเอเชียและออสเตรเลีย ถือได้ว่าเป็นยาขนานเอกที่มีสรรพคุณทางยาสูงถูก
ใช้มาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน เพียงนำเปลือกมาต้มน้ำ

เปลือกของอบเชยสามารถแก้อาการปวดศรีษะ แก้ไอ แก้อ่อนเพลียได้ เห็นไม่คะว่าอบเชยนั้น
ไม่ได้เชยเหมือนชื่อเลยเรามาทำความรู้จักประโยชน์ของอบเชยให้มากขึ้นกันดีกว่า อบเชย
กับประโยชน์ด้านสุขภาพที่ไม่เชยเหมือนชื่อแก้อาการวิงเวียนศรีษะ อ่อนเพลีย

หากคุณรู้สึกวิงเวียนศรีษะ อ่อนเพลีย เพียงนำเปลือกอบเชยมาต้มดื่มจะช่วยบรรเทาอาการวิงวิงศรีษะ
แก้ท้องเสีย แก้ไอ ช่วยบำรุงสุขภาพ เมื่อดื่มบ่อยๆ จะช่วยย่อยสลายไขมันและ
ควบคุมระดับไขมันในเลือดได้เป็นอย่างดี

ป้องกันความเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์และโรคพาร์กินสัน
เพียงทานอบเชยเป็นประจำ ช่วยให้สมองทำงานได้อย่างมีปะสิทธิภาพ
โดยทำหน้าที่กระตุ้นโปรตีนที่ช่วยป้องกันเซลล์สมองไม่ให้เสื่อม
สภาพไว ช่วยกระตุ้นประสาทและลดความเครียดลงได้เป็นอย่างดี

ลดระดับน้ำตาลในเลือด อบเชยมีสรรพคุณช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
เหมาะมากสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน หากคุณได้กินอาหารที่มีรสหวาน
หรือน้ำตาลสูงเข้าไป อบเชยจะช่วยลดปริมาณน้ำตาลในเลือดลง
และยังมีคุณสมบัติพิเศษป้องกันเลือดจับตัวเป็นก้อนอีกด้วย

กำจัดเชื้อแบคทีเรียภายในช่องปาก
จากผลการวิจัยพบว่าอบเชยนั้นมีคุณสมบัติช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเกิดกลิ่นปาก
นอกจากนี้ยังช่วยลดปริมาณแบคทีเรียที่อยู่ในน้ำลายได้อีกด้วย เพียงต้มน้ำประมาณ 1 แก้ว
และใส่ผงอบเชยประมาณ 1 ช้อนโต๊ะจากนั้นนำมากรองเอาเฉพาะน้ำ รอจนหายร้อนจึงนำมาบ้วนปา
ช่วยทำให้ลมปากสดชื่น…

“กระชายดำ”

 

สมุนไพรกระชายดำ เป็นสมุนไพรที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายของพวกเราอย่างมากมาย
ซึ่งคุณหนุ่มจะรู้กันอย่างดีเยี่ยมว่าสมุนไพรประเภทนี้ช่วยในเรื่องเกี่ยวกับการเพิ่มความสามารถ

สมุนไพรกระชายดำ 

และเพิ่มฮอร์โมนเพศได้ โดยกระชายดำเป็นพืชที่อยู่ในตระกูลเดียวกับขิง มีลักษณะที่เป็นเหง้าคล้ายกัน
ถูกเรียกกันจนคุ้นเคยว่าเป็น โสมไทย” หรือ โสมกระชายดำ” แต่มีราคาที่ถูกมากกว่า

คนทางภาคเหนือจะเรียกว่า กะแอน , ระแอน ว่ากั้นบัง ว่านกำบัง ว่านกำบังภัย ว่านจังงัง ว่านพญานกยูง
 ส่วนคนในภาคอีสาน อย่าง จังหวัดมหาสารคามจะนิยมเรียกว่า ขิงทราย

สรรพคุณทางยาของ กระชายดำ
เราใช้ เหง้ากระชายดำ” นำมาทำเป็นยารักษาอาการต่างๆไม่ว่าจะใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ขับลม แก้บิด ,
แก้อาการท้องอืดท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียท้อง ใช้รักษาอาการโรคกระเพาะที่เกิดขึ้นมาจากการทานอาหารไม่ทันเวลา

โดยข้อมูลด้านวิทยาศาสตร์ได้เจาะจงเอาไว้ว่า กระชายดำ มีฤทธิ์ต้านจุลชีพ
 ซึ่งก็คือสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กมากจำพวกแบคทีเรีย
หรือแม้กระทั้งเชื้อไวรัส ช่วยยับยั้งการอักแทงเปรียบเทียบได้กับยาหลายชนิด เช่น แอสไพริน อินโดเมธาซิน และเพรดนิซิโลน

สมุนไพรขมิ้นชัน

ขมิ้นชัน สมุรไพรมากด้วยประโยชน์

 

สมุนไพรขมิ้นชัน ได้รับการยกย่องว่าเป็น Super food เป็นสมุนไพรในกลุ่มเครื่องเทศที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของมนุษย์ เป็นสมุนไพรที่เปี่ยมไปด้วยคุณประโยชน์หลายด้าน
หาซื้อง่าย ราคาไม่แพง หลายเมนูอาหารไทย ก็มีขมิ้นชันเป็นส่วนประกอบ เช่น ข้าวหมกไก่ ข้าวขมิ้น ไก่บ้านต้มขมิ้น ขนมเบื้องญวน ฯ

ขมิ้นชัน จัดอยู่ในกลุ่มไม้ล้มลุก มีอายุหลายปี อยู่ในวงศ์เดียวกับขิง มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความสูงของต้นประมาณ 30 ถึง 90 เซนติเมตร
มีเหง้าอยู่ใต้ดิน โดยส่วนที่นำมาใช้รับประทานจะเป็นส่วนของเหง้า มีกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์

ชื่ออื่น ๆ ของขมิ้นชันนอกจากจะมีชื่อเรียกว่าขมิ้นชันแล้ว ยังมีชื่ออื่น ๆ อีก เช่น ขมิ้นแกง ขมิ้นหัว ขมิ้นหยวก คนใต้ก็จะเรียกว่า
ขี้หมิ้น ชาวกะเหรี่ยงจะเรียกว่า สะยอ หรือ ตายอ

สารสำคัญในขมิ้นชัน ขมิ้นชันจะมีสารสำคัญที่มีสรรพคุณทางยาอยู่ 2 กลุ่ม ซึ่งได้แก่ กลุ่มน้ำมันหอมระเหยโมโนเทอร์ปีน (Monoterpene)
และในกลุ่มของสารเคอร์คูมินอยด์ (Curcuminoid) ซึ่งมีสารออกฤทธิ์หลัก ก็คือ สารเคอร์คูมิน (Curcumin)

คุณประโยชน์ของขมิ้นชัน

1. บรรเทาอาการกรดไหลย้อน และโรคระบบทางเดินอาหาร
มีงานวิจัยศึกษาเกี่ยวกับขมิ้นชันอยู่มากมาย ที่ให้ผลไปในทิศทางเดียวกัน ว่าสารเคอร์คิวมิน ที่อยู่ในขมิ้นชันนั้น มีสรรพคุณในการบรรเทาอาการโรคทางเดินอาหาร บรรเทาอาการกรดไหลย้อน ช่วยรักษาอาการท้องอืดเฟ้อ ลดแผลในกระเพาะ

เนื่องจากสารเคอร์คิวมินมีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบ และยังช่วยกระตุ้นการหลั่งเมือก ให้มาเคลือบที่กระเพาะอาหาร รวมถึงยังช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหาร และปกป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ทั้งนี้ได้มีการศึกษาเปรียบเทียบขมิ้นชันกับยาลดกรด พบว่าได้ผลดีเช่นเดียวกัน

ในปัจจุบันได้มีการสกัดขมิ้นชันเป็นผง มีทั้งแบบเม็ดและแบบแคปซูล เพื่อให้สะดวกต่อการรับประทาน ซึ่งถือได้ว่าเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน หากรับประทานขมิ้นชันแบบแคปซูลไปพร้อมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ควบคุมน้ำหนัก ไม่ทานอาหารก่อนนอน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยควบคุมการกำเริบของโรคกรดไหลย้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก

2. ขมิ้นชัน เป็นความหวังของผู้ป่วยอัลไซเมอร์
โรคอัลไซเมอร์ เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ในประเทศไทย มีผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปี ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์มากกว่า 8 ล้านคน และยังมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แล้วที่สำคัญ ค่ายารักษาผู้ป่วยอัลไซเมอร์มีราคาสูงมาก ทำให้ผู้ป่วยในประเทศไทยไม่ได้รับการรักษาอย่างทั่วถึง

3. ช่วยชะลอและป้องกันโรคพาร์กินสัน
มีงานวิจัยของสารเคอร์คูมินในขมิ้นชัน กับผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน พบว่า สารเคอร์คูมินในขมิ้นชัน มีสรรพคุณช่วยชะลอและป้องกันภาวะสมองเสื่อม ในผู้ป่วยโรคพาร์กินสันได้ ยังช่วยป้องกันการตายของเซลล์ประสาทโดปามีน และที่สำคัญสารเคอร์คูมินมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ภายในเซลล์ประสาทโดปามีน ซึ่งมีผลออกฤทธิ์ช่วยชะลอและป้องกันการดำเนินของโรคพาร์กินสัน

และได้มีการทดลองกับหนู ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นโรคพาร์กินสัน พบว่า กลุ่มหนูที่รับสารเคอร์คูมิน ก่อนที่จะมีการเหนี่ยวนำให้เป็นโรคพาร์กินสัน มีพฤติกรรมการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นด้วย

4. ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด
มีงานวิจัยถึงสรรพคุณของขมิ้นชันต่อการลดน้ำหนัก โดยมหาวิทยาลัยแพทย์ในประเทศอิหร่าน จัดให้กลุ่มทดลองตัวอย่างที่เป็นผู้หญิงอ้วนจำนวน 88 คน กินผงขมิ้นชันวันละ 1 ช้อนชา หลัง 3 เดือนผ่านไป พบว่ากลุ่มที่ทานผงขมิ้นชันวันละ 1 ช้อนชามีน้ำหนักลดลงมากกว่า 1 กิโลกรัม

ขมิ้นชันจะเข้าไปช่วยลดระดับไขมันในเส้นเลือด ระดับไตรกลีเซอไรด์ในร่างกาย นอกจากนี้ขมิ้นชันยังมีสารไฟโตสเตอรอล ซึ่งจะเข้าไปทำการยับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอลเข้าสู่ร่างกายได้อีกด้วย

5. สารสำคัญในขมิ้นชัน ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง
แม้ในปัจจุบันยังไม่มีการยืนยัน ว่าสารสกัดจากขมิ้นชันจะสามารถรักษามะเร็งในมนุษย์ได้จริงก็ตาม แต่ได้มีการศึกษาผลของสารสกัดจากขมิ้นชันต่อเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง และผลการศึกษาก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สารเคอร์คูมินอยด์ในขมิ้นชัน มีสรรพคุณช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง รวมถึงช่วยลดขนาดของเนื้องอก ได้จริง

6. ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
ขมิ้นชัน เป็นสมุนไพรที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด และต้านการอักเสบได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ดังนั้นแล้วการออกฤทธิ์ของขมิ้นชันจึงสามารถช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะหลอดเลือดแข็งตัวสูงกว่าคนธรรมดาทั่วไป โดยคนที่เป็นเบาหวาน จะมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าคนทั่วไปถึง 2-4 เท่า ได้มีการทดลองให้ผู้ป่วยเบาหวาน ที่มีความเสี่ยงจะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ รับประทานขมิ้นชันครั้งละ 3 แคปซูลวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 6 เดือนต่อเนื่อง ผลการทดลองพบว่า แคปซูลสารสกัดจากขมิ้นชัน ช่วยลดภาวะการแข็งตัวของหลอดเลือด ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ อีกทั้งยังช่วยลดระดับไขมันรวมในร่างกายได้ด้วย

7. ผงขมิ้นชันช่วยรักษาโรคน้ำกัดเท้า
ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยอีกอย่างหนึ่ง ที่นำสมุนไพรใกล้ตัวอย่างขมิ้นชัน มาช่วยรักษาอาการโรคน้ำกัดเท้าได้เป็นอย่างดี โดยสามารถทำเองได้ง่ายๆที่บ้าน คือนำเหง้าของขมิ้นชัน มาทุบให้มีน้ำ แล้วนำน้ำมาทาบริเวณที่มีอาการน้ำกัดเท้า หรือถ้าใครไม่มีต้นขมิ้นชัน สามารถใช้ขมิ้นชันแบบผง+น้ำสะอาดเล็กน้อย แล้วทาบริเวณที่มีอาการน้ำกัดเท้าได้เช่นเดียวกัน

ไม่เพียงแต่โรคเชื้อราในมนุษย์ คนที่เลี้ยงสุนัขคงทราบกันดีว่า เวลาสุนัขเป็นขี้เรื้อน วิธีการที่ง่ายที่สุด ให้นำผงขมิ้นชันมาผสมกับน้ำมันมะพร้าว บางสูตรอาจจะมีกำมะถันเพิ่มเข้าไป แต่หลัก ๆ คือแค่เพียงผงขมิ้นชันและน้ำมันมะพร้าว ผสมรวมกัน แล้วนำมาทาบริเวณที่เป็นโรคเชื้อรา หรือเรื้อน ใช้ได้ทั้งสุนัขและแมว ต้องบอกว่าผลการรักษาจะดีกว่ายาทาเชื้อราของต่างประเทศเสียด้วยซ้ำ ที่สำคัญปลอดภัยต่อสุนัขและแมวอีกด้วย

8. บำรุงตับ
ขมิ้นชัน มีคุณประโยชน์ในการต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงช่วยต้านเชื้อรา ไวรัส และลดการอักเสบ และ Curcumin ในขมิ้นชัน ยังมีสรรพคุณในการช่วยขับพิษสะสมในตับ มีส่วนในการช่วยฟื้นฟูตับ บำรุงตับ และช่วยล้างพิษออกจากตับได้เป็นอย่างดี

มีการทดลองใช้ขมิ้นชันรักษาโรคตับแข็งในหนู ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า หลังจากผ่านไปเป็นเวลา 4 เดือน โรคตับแข็งในหนูที่ได้รับสารสกัดจากขมิ้นชัน มีอาการคงที่ ไม่ลุกลามมากขึ้น

9. บรรเทาอาการปวดเข่า ปวดข้อ
ปัจจุบันสารสกัดขมิ้นชันในรูปแบบแคปซูล ได้รับการขึ้นทะเบียนรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จัดให้ขมิ้นชันแคปซูลเป็นยาแผนปัจจุบัน ซึ่งหมายความว่า เป็นยาสมุนไพรที่สามารถกินทดแทนยาแผนปัจจุบันได้เลย ซึ่งที่ผ่านมา ไม่เคยมีสมุนไพรที่เคยได้รับการขึ้นทะเบียนเช่นนี้มาก่อน

10. ช่วยบำรุงผิว รักษาสิว
ขมิ้นชัน มีสรรพคุณในการช่วยต่อต้านแบคทีเรีย และช่วยฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ดังนั้นจึงสามารถใช้ขมิ้นชันเพื่อรักษาสิว รวมถึงผื่นคันต่างๆที่เกิดขึ้นบนผิวหนัง อีกทั้งยังช่วยรักษารอยแผลเป็นจากสิวได้เป็นอย่างดี ช่วยลดความมันบนใบหน้า โดยสามารถใช้ขมิ้นผง ผสมกับน้ำอุ่นหรือน้ำมะนาวเล็กน้อย คนให้เข้ากัน จากนั้นทาลงบริเวณที่เกิดสิวหรือผดผื่น ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น…

สมุนไพรสำหรับโรคโลหิตจาง แดนดิไลออน และรากโกโบ

 

แดนดิไลออน และรากโกโบ

 

แดนดิไลออน และรากโกโบ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคโลหิตจางจะได้รับประโยชน์อย่างมหาศาลหากนำแดนดิไลออน (Dandelion) และรากโกโบ (Burdock root)

มาใช้ร่วมกัน ความสามารถที่ได้จากการผสมผสาน 2 สิ่งนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหาร และเป็นวิธีที่ได้ผลที่สุด

ในการบรรเทาโรคโลหิตจาง โดยเฉพาะกับโรคโลหิตจางที่ขาดแคลนธาตุ B12 โรคโลหิตจางเนื่องจากขาดธาตุเหล็ก

แหล่งที่มา sanook

สมุนไพรกาฬพฤกษ์

สมุนไพรกาฬพฤกษ์

 

สมุนไพรกาฬพฤกษ์ จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีความสูงได้ถึง 20 เมตร ลักษณะลำต้นคล้ายคลึงกับต้นคูนหรือต้นราชพฤกษ์ เรือนยอดเป็นพุ่มหรือแผ่กว้าง โคนต้นมักมีพูพอน เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ แตกเป็นร่องลึก ตามกิ่งอ่อน ใบอ่อน และช่อดอกมีขนนุ่มสีน้ำตาลขึ้นหนาแน่น ยอดอ่อนเป็นสีแดง พรรณไม้ชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเขตร้อน และมีเขตการกระจายพันธุ์ในเขตร้อนทั่วไป ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดหรือการตอนกิ่ง เป็นพรรณไม้ที่มีปลูกกันทั่วไปตามบ้านและวัด ทั่วทุกภาคของประเทศ

สรรพคุณของกาฬพฤกษ์

  • เนื้อในฝักใช้เป็นยาแก้พิษไข้ (เนื้อในฝัก)
  • เปลือกและเมล็ด ใช้รับประทานเป็นยาทำให้อาเจียน และเป็นยาถ่ายพิษไข้ได้ดี (เปลือก, เมล็ด)
  • เนื้อในฝักใช้ปรุงรับประทานเป็นยาระบายอ่อน ๆ ระบายอุจจาระธาตุ แก้พรรดึกไม่ไซ้ท้อง และระบายท้องเด็กได้ดีมาก โดยสามารถรับประทานได้ถึงครั้งละ 8 กรัม จะไม่ปวดมวนและไม่ไซ้ท้องเลย แต่ความแรงของยานี้จะสู้ต้นคูนไม่ได้ (เนื้อในฝัก)

ประโยชน์ของกาฬพฤกษ์

  • คนสมัยก่อนจะใช้เนื้อในฝักกินกับหมาก
  • เนื้อไม้และเปลือกมีสารฝาด สามารถนำมาใช้ในการฟอกหนังได้[4]
  • นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป และจัดเป็นพันธุ์ไม้พระราชทานเพื่อปลูกเป็นมงคลแก่จังหวัดบุรีรัมย์

แหล่งที่มา rspg

เทียนกิ่ง

เทียนกิ่ง

เทียนกิ่ง มีลักษณะเป็นไม้พุ่ม สูง 3-5 เมตร เปลือกต้นเรียบสีน้ำตาล กิ่งอ่อนสีเขียวนวล แตกกิ่งก้านเล็กเป็นพุ่มกว้าง ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกัน รูปรี กว้าง 1-2 ซม. ยาว 3-4 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบรูปลิ่ม ขอบใบเรียบ แผ่นใบสีเขียว ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ดอกสีแดงหรือสีขาว กลีบดอก 4 กลีบ ยับย่น เกสรเพศผู้มี 8 อัน เกสรเพศเมียมี 1 อัน ผล รูปทรงกลม สีเขียว พอแก่เป็นสีน้ำตาล ผลแห้ง แตกได้
ส่วนที่ใช้ : ใบสดและแห้ง ราก เปลือกต้น ดอก ผล

สรรพคุณ : ใบ
– มีตัวยาสำคัญชื่อลอร์โซน (Lawsone) มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค ใช้ทำยากันเล็บถอด เล็บช้ำ เล็บขบ แก้ปวดนิ้วมือนิ้วเท้า แผลมีหนอง ถอนพิษปวดแสบปวดร้อน ฝี แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก แผลฟกช้ำ ผิวหนังอักเสบ
– รักษากามโรค แก้ปวดท้อง ท้องร่วง ขับปัสสาวะ
– ในสมัยโบราณ ใช้เป็นเครื่องสำอาง พอกเล็บ เป็นยาย้อมผม ขน

ราก – ใช้ขับประจำเดือน รักษาตาเจ็บ ขับปัสสาวะ และรักษาโรคลมบ้าหมู

เปลือก – ขับน้ำเหลืองเสียในโรคเรื้อน

ดอก – ใช้ขับประจำเดือน แก้ปวดศีรษะ รักษาดีซ่าน

ผล – ใช้ขับประจำเดือน

แหล่งที่มา rspg

สมุนไพรเทียนบ้าน

สมุนไพรเทียนบ้าน

สมุนไพรเทียนบ้าน ไม้ล้มลุกสูง 30-80 ซม. ลำต้นอวบน้ำและค่อนข้างโปร่งแสง ออกดอกออกผลแล้วต้นจะตาย ใบเดี่ยวเรียงสลับรอบลำต้น รูปวงรี ขอบใบหยักฟันเลื่อย ดอกเดี่ยวหรือเป็นกระจุก ออกที่ซอกใบ กลีบดอกมีสีชมพู แดง ม่วง ขาว ผลเป็นผลแห้ง เมื่อแก่จัดจะแตกออก เปลือกผลม้วนขมวดขึ้น และดีดเมล็ดที่ค่อนข้างกลมสีน้ำตาลออกมา เพื่อช่วยกระจายพันธุ์
ส่วนที่ใช้ : ใบทั้งสดและแห้ง ยอดสด ต้นและรากสด เมล็ดแห้ง

 

สรรพคุณ : ใบสด แก้ปวดข้อ ยารักษากลากเกลื้อน แก้ฝีและแผลพุพอง ยากันเล็บถอด

ใบแห้ง แก้แผลอักเสบ ฝีหนอง แผลเน่าเปื่อย รักษาแผลเรื้อรัง

ยอดสด แก้จมูกอักเสบ บวมแดง

ต้นสด แก้แผลงูสวัด

รากสด แก้บวมน้ำ ตำพอกแผลที่ถูกเสี้ยนหรือแก้วตำ

เมล็ดแห้ง แก้ประจำเดือนไม่มา ขับประจำเดือน

ขนาดและวิธีใช้
-แก้ปวดข้อ ใช้ใบสดต้มกับน้ำผสมเหล้าดื่ม
– ยารักษากลากเกลื้อน ใช้ใบสด 1 กำมือ ตำให้ละเอียด ตำทั้งน้ำและเนื้อบริเวณที่เป็น ทาบ่อยๆ จนกว่าจะหาย
– แก้ฝีและแผลพุพอง ใช้ใบสด 5-10 ใบ ล้างให้สะอาด ตำให้ละเอียด นำมาพอกที่เป็นแผล วันละ 3 ครั้ง จนกว่าจะหาย
– ยากันเล็บถอด ใช้ใบ ยอดสด 1 กำมือ ล้างให้สะอาด ตำให้ละเอียด เติมน้ำตาลทรายแดง 1/2 ช้อนชา พอกตรงเล็บ เปลี่ยนยาเช้า-เย็น
– แก้แผลอักเสบ ฝีหนอง แผลเน่าเปื่อย ใช้ใบแห้ง 10- 15 กรัม ต้มกับน้ำดื่ม เช้า-เย็น
– รักษาแผลเรื้อรัง ใช้ใบแห้งบดเป็นผงผสมพิมเสนใส่แผล
– แก้จมูกอักเสบ บวมแดง ใช้ยอดสดตำกับน้ำตาลแดง พอกบริเวณที่เป็น เปลี่ยนเช้า-เย็น
– แก้แผลงูสวัด ใช้ต้นสดตำ คั้นเอาน้ำดื่ม เอากากพอกแผล
– แก้บวมน้ำ ใช้รากสด 4-5 ราก ต้มกับเนื้อรับประทาน 3-4 ครั้ง
– แก้ประจำเดือนไม่มา ขับประจำเดือน ใช้เมล็ดแห้งของต้นเทียนบ้านชนิดดอกสีขาว 60 กรัม บดเป็นผงรวมกับตังกุย 10 กรัม ผสมกับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นยาเม็ด รับประทานครั้งละ 3 กรัม วันละ 3 เวลา หลังอาหาร

แหล่งที่มา rspg

หญ้าหนวดแมว

หญ้าหนวดแมว

 

หญ้าหนวดแมว พืชล้มลุกขนาดเล็ก ลำต้นกิ่งอ่อนเป็นสี่เหลี่ยม สูง 0.3-0.8 เมตร ใบเดี่ยวเรียงตรงข้าม แผ่นใบรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด

ขอบใบหยัก แผ่นใบสีเขียวเข้ม ดอกช่อ ออกตรงปลายยอด มี 2 พันธุ์ ชนิดดอกสีขาวอมม่วงอ่อน กับพันธุ์ดอกสีฟ้า บานจากล่างขึ้นข้างบน เกสรเพศผู้เป็นเส้นยาวยื่นออกมานอกกลีบดอก ผล เป็นผลแห้งไม่แตก
ส่วนที่ใช้ : ราก ทั้งต้น ใบและต้นขนาดกลางไม่แก่ไม่อ่อนจนเกินไป

สรรพคุณ : ราก – ขับปัสสาวะ
ทั้งต้น – แก้โรคไต ขับปัสสาวะ รักษาโรคกระษัย รักษาโรคปวดตามสันหลัง และบั้นเอว รักษาโรคนิ่ว รักษาโรคเยื่อจมูกอักเสบ
ใบ – รักษาโรคไต รักษาโรคปวดข้อ ปวดหลัง ไขข้ออักเสบ ลดความดันโลหิต รักษาโรคเบาหวาน ลดน้ำขับกรดยูริคแอซิดจากไต

วิธีและปริมาณที่ใช้ :
ขับปัสสาวะ
1. ใช้กิ่งกับใบหญ้าหนวดแมว ขนาดกลาง ไม่แก่หรืออ่อนจนเกินไป ล้างสะอาด นำมาผึ่งในที่ร่มให้แห้ง นำมา 4 กรัม หรือ 4 หยิบมือ ชงกับน้ำเดือด 1 ขวดน้ำปลา (750 ซีซี.) เหมือนกันชงชา ดื่มต่างน้ำตลอดวัน รับประทานนาน 1-6 เดือน
2. ใช้ต้นกับใบวันละ 1 กอบมือ (สด 90- 120 กรัม แห้ง 40- 50 กรัม ) ต้มกับน้ำรับประทาน ครั้งละ 1 ถ้วยชา (75 ซีซี.) วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร

ข้อควรระวัง – คนที่เป็นโรคหัวใจ ไต ห้ามรับประทาน เพราะมีสารโปตัสเซียมสูงมาก ถ้าไตไม่ปกติ จะไม่สามารถขับโปตัสเซียมออกมาได้ ซึ่งทำให้เกิดโทษต่อร่างกายอย่างร้ายแรง
การวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์
หญ้าหนวดแมวมีโปรแตสเซียมสูงประมาณร้อยละ 0.7-0.8 มี Glycoside ที่มีรสขม ชื่อ orthsiphonin นอกจากนี้ก็พบว่ามี essential (0.2-0.6%) saponin alkaloid, organic acid และ fatty oil อีกด้วย จากรายงานพบว่ามีสารขับปัสสาวะได้ ยาที่ชงจากใบใช้บำบัดโรคเกี่ยวกับไตได้หลายชนิดด้วยกัน ใช้บำบัดโรคเกี่ยวกับกระเพาะปัสสาวะ เช่น โรคไตอักเสบ

แหล่งที่มา rspg

กล้วยน้ำว้า

กล้วยน้ำว้า บำรุงน้ำนม

 

กล้วยน้ำว้า ไม้ล้มลุก สูงประมาณ 3.5 เมตร ลำต้นสั้นอยู่ใต้ดิน กาบเรียงเวียนซ้อนกันเป็นลำต้นเทียม สีเขียวอ่อน ใบ เป็นใบเดี่ยวขนาดใหญ่ ออกเรียงสลับ รูปขอบขนาน กว้าง 25-40 ซม. ยาว 1-2 เมตร ปลายใบมน ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ สีเขียว ด้านล่างมีนวลสีขาว เส้นใบขนานกันในแนวขวาง ก้านใบเป็นร่องแคบ ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอดห้อยลง เรียกว่า หัวปลี มีใบประดับขนาดใหญ่หุ้มสีแดงเข้ม เมื่อบานจะม้วนงอขึ้น ด้านนอกมีนวล ด้านในเกลี้ยง ผล รูปรี ยาว 11-13 ซม. ผิวเรียบ ปลายเป็นจุก เนื้อในมีสีขาว พอสุกเปลือกผลเป็นสีเหลือง เนื้อมีรสหวาน รับประทานได้ หวีหนึ่งมี 10-16 ผล บางครั้งมีเมล็ด เมล็ดกลม สีดำ
ส่วนที่ใช้ : หัวปลี เนื้อกล้วยน้ำว้าดิบ หรือห่าม กล้วยน้ำว้าสุกงอม ราก ต้น ใบ ยางจากใบ

สรรพคุณ : ราก – แก้ขัดเบา ต้น – ห้ามเลือด แก้โรคไส้เลื่อน ใบ – รักษาแผลสุนัขกัด ห้ามเลือด

ยางจากใบ – ห้ามเลือด สมานแผล ผล – รักษาโรคกระเพาะ แก้ท้องเสีย ยาอายุวัฒนะ แก้โรคบิด รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แก้ริดสีดวง

กล้วยน้ำว้าดิบ – มีฤทธิ์ฝาดสมาน ใช้แก้อาการท้องเดิน แก้โรคกระเพาะ และอาหารไม่ย่อย

กล้วยน้ำว้าสุกงอม – เป็นอาหาร ยาระบาย สำหรับผู้ที่อุจจาระแข็ง หรือเป็นริดสีดวงทวารขั้นแรกจนกระทั่งถ่ายเป็นเลือด

หัวปลี – (ช่อดอกของต้นกล้วย จำนวนไม่จำกัด) ขับน้ำนม

วิธีและปริมาณที่ใช้  ขับน้ำนม – ใช้หัวปลีแกงเลียงรับประทานบ่อยๆ หลังคลอดใหม่ๆ

แก้ท้องเดินท้องเสีย ใช้กล้วยน้ำว้าดิบหรือห่ามมาปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นบางๆ ใส่น้ำพอท่วมยา ต้มนานครึ่งชั่วโมง ดื่มครั้งละ 1/2 – 1 ถ้วยแก้ว ให้ดื่มทุกครั้งที่ถ่าย หรือทุกๆ 1-2 ชั่วโมง ใน 4-5 ชั่วโมงแรก หลังจากนั้นให้ดื่มทุกๆ 3-4 ชั่วโมง หรือวันละ 3-4 ครั้ง

สรรพคุณเด่น
1. แก้โรคกระเพาะ – นำกล้วยน้ำว้าดิบ (ถ้าเป็นกล้วยกักมุกดิบจะดีกว่า) มาปอกเปลือก แล้วนำเนื้อมาฝานเป็นแผ่นบางๆ ตากแดด 2 วันให้แห้งกรอบ บดเป็นผงให้ละเอียด ใช้รับประทาน ครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ ละลายน้ำข้าว น้ำผึ้ง (น้ำธรรมดาก็ได้) รับประทานก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง และก่อนนอนทุกวัน
2. แก้ท้องผูก – ให้รับประทานกล้วยน้ำว้าสุกงอม ครั้งละ 2 ผล วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร 1/2 ชั่วโมง เวลารับประทานควรเคี้ยวให้ละเอียดที่สุด
3. แก้ท้องเดิน – ใช้เนื้อกล้วยน้ำว้าห่ามรับประทาน หรือใช้กล้วยน้ำว้าดิบ ฝานเป็นแว่น ตากแห้งรับประทาน

แหล่งที่มา rspg